Archive for the ‘บทความคุณธรรม’ Category

บันทึกคุณธรรมความซื่อสัตย์กตัญญู

โครงการส่งเสริมคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและกตัญญูกตเวทิตา ครั้งที่3

รางวัลกองทุนดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

บนเส้นทางชีวิต มนุษย์เราอาจเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำความดี ได้ด้วยตัวเอง ท่ามกลางกระแสสังคมวัตถุนิยมที่นับถือความมีชื่อเสียง เกียรติยศ ฐานะความมั่งมี และยกย่องคนเก่งเป็นฮีโร่มากกว่าคนดี ที่มีคุณความดีในจิตใจ คนซื่อถูกมองเป็นอีกด้านหนึ่งของคนฉลาด และคนกตัญญูกำลังจะถูกลืมไปกับค่านิยมความทันสมัยในกระแสสากลแห่งโลก เทคโนโลยี ยุคโลกาภิวัฒน์

โครงการส่งเสริมคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและกตัญญูกตเวทิตา รางวัลกองทุนดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ เล็งเห็นคุณค่าและความสำคัญของการส่งเสริมคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริตและ กตัญญูกตเวทิตา ให้เกิดกับสถาบันครอบครัว สถานศึกษา และสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมให้เยาวชนไทยเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม มีความรู้ และความสามารถ เป็นกำลังสำคัญและอนาคตของประเทศชาติ “โครงการ ส่งเสริมคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และกตัญญูกตเวทิตา รางวัลกองทุนดร.อุเทน เตชะไพบูลย์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะจัดให้มีพิธีมอบเกียรติบัตรและทุนการศึกษา ในปีพ.ศ.2555 ซึ่งถือเป็นครั้งที่3

มีจำนวนนักเรียนผู้ได้รับรางวัลทั้ง ระดับประถมและมัธยมทั้งสิ้นรวมจำนวน 638 ราย แต่ละคนต่างมีคุณความดีที่เป็นแบบอย่างของตน ต้นกล้าที่เปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์กตัญญูทั้งหมดนี้รอวันที่จะเติบโตเป็นไม้ ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านคุณธรรมให้ความร่มเย็นแก่แผ่นดิน บันทึกความดีแต่ละชีวิตอาจให้ข้อคิดเตือนใจ..สะเทือนใจ แต่บทสรุปย่อมตรงกันที่ว่า ผู้ทำความดี ย่อมได้รับผลดีตอบแทนเสมอ ….ขอเป็นกำลังใจให้เยาวชนคนซื่อสัตย์กตัญญูที่จะรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ที่ สุดในเมืองไทย ที่จะเข้าร่วมในพิธีมอบทุนและเกียรติบัตรของโครงการส่งเสริมคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตและกตัญญูกตเวทิตา รางวัลกองทุนดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

นี่คือตัวอย่างบันทึกคุณธรรมความซื่อสัตย์กตัญญู ของเยาวชนที่ได้รับรางวัล 6คน อ่านเรื่องราวชีวิตของพวกเขาแล้ว หลายคนอาจน้ำตาซึม ด้วยความตื้นตัน …

เด็กหญิงอิสยาภรณ์ ง่อนสว่าง

ชั้นประถมปีที่6 โรงเรียนวัดปริวาส ถนนพระราม3 แขวงบางโพงพาง กรุงเทพมหานคร

ครูประจำชั้น คุณครูรัชรินทร์ สิทธิเชนทร์

อิสยาภรณ์ อาศัยอยู่กับตายาย และน้องอีก2คน พ่อแม่ทิ้งเธอไปตั้งแต่ยังเล็ก ตากับยายเลี้ยงดูเธอมา แต่โชคชะตาได้ส่งบททดสอบเธอตั้งแต่วัยเยาว์ ตาตาบอดตั้งแต่ยังหนุ่มทำให้เธอและน้องต้องรับภาระช่วยยายทำงานทุกอย่าง ตั้งแต่กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ล้างห้องน้ำ ตักน้ำใส่โอ่ง กรอกน้ำ

ยายมีอายุมากแล้ว ทำงานไม่ไหว เธอและน้องมีอาชีพเก็บของเก่าขาย พวกเธอจะเก็บของเก่านำมาบ้านเพื่อให้ยายดัดของให้ แล้วเธอกับน้องเอาไปขายอีกที เพื่อนำเงินจากการขายของเก่าไปซื้อกับข้าวอีกส่วนหนึ่งเอาไปใช้หนี้ที่น้า ชายไปกู้มาแล้วหนีไป ที่เหลือเก็บไว้ซื้อขนมกินที่โรงเรียน

ยายต้องนำเงินที่ได้จากการขายของเก่า ไปใช้ในยามจำเป็นเช่นยายต้องไปรับยาทุกๆเดือน เงินนี้จึงเป็นค่ารถและค่ายา เพื่อประหยัดค่าน้ำยายจะรองน้ำฝนแทนน้ำประปาและเปิดไฟเฉพาะดวงที่จำเป็นเท่า นั้น บ้านของเธออาจไม่สว่างไสวเท่าบ้านคนอื่น แต่หัวใจของเธอสุกสกาวด้วยความกตัญญูซึ่งเป็นแสงสว่างนำทางให้เธอก้าวเดินไป สู่อนาคตที่ดีได้

ระหว่างบ้านและโรงเรียนของอิสยาภรณ์จะไกลกันมาก เธอต้องตื่นนอนตั้งแต่ตี5ทุกๆวัน ต้องเดินทางลำบากนั่งรถ2ต่อ บางวันก็ได้กินข้าวเช้า บางวันก็อด เพราะไปโรงเรียนสาย ตอนนี้โรงเรียนมีอาหารเช้าให้กินฟรี ทำให้อิสยาภรณ์ประหยัดค่าอาหารเช้า มีเงินเหลือฝากออมสินกับโรงเรียนทุกวัน เพื่อเก็บไว้เป็นทุนในการเรียนต่อให้จบชั้นประถมศึกษาปีที่6

เด็กหญิง บุญญิษา คงดี

ประถมศึกษาปีที่5 รร.วัดหนองใหญ่ แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร

ครูประจำชั้นชื่อ คุณครูมันทณา ทองโฉม

ครอบครัวของบุญญิษามีด้วยกัน6คน ดำเนินชีวิตอยู่อย่างพอเพียง พ่อมีอาชีพขับแท็กซี่ แม่มีอาชีพค้าขาย บุญญิษาเห็นพ่อแม่ลำบากต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกๆ เวลาว่างหลังเลิกเรียนจึงได้ฝึกฝนการแสดงและรับจ้างแสดงตามงานอีเว้นท์ต่างๆ เพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ การแสดงของบุญญิษามีทั้งร้อง เล่น เต้น ฮา บุญญิษาได้สอนการเต้นและการแสดงให้เพื่อนๆด้วย เผื่อว่าวันหนึ่งเพื่อนๆอาจจะได้นำทักษะนี้ไปหารายได้เหมือนเธอ จากการที่บุญญิษาเป็นจิตอาสาโครงการWe Love the King We love Thailand ทำ ให้เธอรู้ค่าของการเป็นผู้ให้ว่าแตกต่างจากการเป็นผู้รับ นอกจากนี้เธอยังได้ไปแสดงในโครงการปลอบขวัญทหาร3จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ร่วมแสดงปลอบขวัญ ปลุกจิตสำนึกผู้ต้องขังหญิงที่มีนบุรี ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมตามสถานอพยพต่างๆ บุญญิษาได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่และครูให้เธอเป็นเด็กดี มีความเอื้อเฟื้อและกตัญญูต่อบิดามารดา ครูอาจารย์และผู้มีพระคุณ

บุญญิษา เคยได้รับรางวัลกองทุนดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เมื่อวันที่25 พฤศจิกายน พ.ศ.2553 ซึ่งตอนนั้นเธอเป็นตัวแทนของโรงเรียนบ้านบัวมล (เจริญราษฎร์อุทิศ) เมื่อเธอย้ายมาเรียนที่โรงเรียนวัดหนองใหญ่ ก็ได้รับทุนนี้อีกครั้ง บุญญิษารู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของกองทุนดร.อุเทนฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่ได้มอบทุนให้2,000 บาทซึ่งสามารถแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้

บุญญิษาอยากตอบแทนพระคุณโดยเป็นจิต อาสาของโครงการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งด้านการแสดง เธอซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่งว่า รางวัลกองทุนดร.อุเทน จะทำให้เธอมีกำลังใจและเป็นตัวอย่างของความกตัญญูรู้คุณ สำหรับเยาวชนรุ่นต่อๆไป สิ่งเหล่านี้มาจากพระคุณของพ่อแม่และครู บุญญิษาสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี ทำความดี มีความซื่อสัตย์ และกตัญญูต่อผู้มีพระคุณทุกคน

เด็กหญิง ณภัสนันท์ มูลมุข

ชั้นประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนบ้านบางหัก ต.บางหัก อ.พานทอง จ.ชลบุรี

ครูประจำชั้น คุณครูจตุรงค์ คำทรัพย์

ครอบครัวของณภัสนันท์มีด้วยกัน 5คน พ่อกับแม่ของเธอแยกทางกันตั้งแต่ยังเล็กๆ แม่ต้องขับมอเตอร์ไซค์เพื่อรับจ้างทำงานทั่วไปกระทั่งถูกรถชนจนขาหัก ต้องใส่เหล็กเดิน ยายมีอาชีพเป็นแม่บ้านดูแลทำความสะอาดบ้านและสวนให้บริษัทแห่งหนึ่งเพื่อนำ เงินมาจุนเจือครอบครัวอันประกอบด้วยยายทวดวัย84ปี ที่ต้องดูแลน้าที่พิการเดินไม่ได้ถูกสามีทิ้ง และมีลูกชาย1คนสติไม่สมประกอบ ทุกคนในบ้านที่เป็นหญิงล้วนร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรงด้วยวัยที่ชราและทุพพลภาพ มีแต่ณภัสนันท์ ซึ่ง เป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียว ที่แข็งแรงอยู่ หน้าที่หลักของเธอคือตักน้ำ หุงข้าว ทำความสะอาดบ้าน ดูแลยายทวด น้าพิการ แม่ขาหัก ครอบครัวของเธอต้องมีความเป็นอยู่อย่างประหยัด โดยปลูกผักไว้รอบๆบ้าน ตอนเย็นจะรดน้ำผัก ซึ่งเมื่อผักงอกงามมาก ก็จะเก็บไปขายเพื่อนบ้านได้เงินเล็กๆน้อยๆเธอจะเก็บสะสมไว้ซื้ออุปกรณ์การ เรียนและหนังสือ รายได้จากการทำงานของยายเพียงแค่พอค่าใช้จ่ายในบ้านแต่ไม่มีเหลือเก็บ หากมีคนในครอบครัวเจ็บป่วย ยายต้องขอยืมเงินเพื่อนบ้านไปหมุนใช้ก่อน

ในเวลา กลางคืน หลังจากทำการบ้านเสร็จแล้ว เธอจะสอนให้น้าและยายทวดพับหลอดสานตะกร้า นำตะกร้ามาขายได้เงินมาใช้จ่ายบ้าง ทุกๆวันเธอรีบตื่นประมาณตี4.30น.เพื่อดูแลทุกคนในบ้านให้เรียบร้อยก่อนมาถึงโรงเรียนแต่เช้าให้ทันก่อน7.00 น.บ้านของเธออยู่ห่างจากโรงเรียนประมาณ1กิโลเมตร ณภัสนันท์ภาคภูมิใจมากที่ได้รับความไว้วางใจจากคุณครู เพื่อนๆและน้องๆ เลือกเธอเป็นประธานโรงเรียน เธอเต็มใจทำกิจกรรมต่างๆที่ได้รับมอบหมาย ตั้งแต่ช่วยครูเวรประจำวันดูแลน้องๆทำความสะอาดโรงเรียน ช่วยครูอนุบาลและครูศูนย์วัดดูแลเด็กอนุบาลและเด็กในศูนย์วัดที่พ่อแม่เด็ก จะมาส่งตั้งแต่7.00น.เพื่อจะได้ไปทำงานที่โรงงานได้ ทันเวลา เธอต้องดูแลเด็กๆอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษเนื่องจากโรงเรียนอยู่ติดกับคลอง อ้อมใหญ่ สาขาแม่น้ำบางปะกงห่างกันประมาณ10เมตร และเด็กๆชอบไปวิ่งเล่นที่ริมเขื่อน เธอและเพื่อนๆน้องๆอยู่ในโรงเรียนอย่างมีความสุข ซึ่งเธอรู้สึกภาคภูมิใจในโรงเรียนมาก เพราะโรงเรียนของเธอสวยงาม สะอาด บรรยากาศดี มีสนามหน้าโรงเรียนที่เป็นของวัดซึ่งกว้างขวางมีต้นไม้ริมน้ำ และป่าชายเลนเช่นลำพู ลำแพน แสม ป่าจาก รวมทั้งสัตว์น้ำ มีปลาเสือ ปลากด ปลาตีน และปูก้ามดาบ มีศาลาริมน้ำ 3หลัง

ผล การเรียนของเธออยู่ในระดับดีมาก เธอตั้งใจเรียน ช่วยสอนการบ้านเพื่อนๆ และช่วยถ่ายเอกสารให้คุณครูเธอภูมิใจว่าแม้จะยากจนแต่ก็สามารถช่วยเหลือ เพื่อนๆและช่วยงานบางอย่างของคุณครูได้ เธอตั้งความหวังจะเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ณภัสนันท์อยากเป็นพยาบาลเพื่อจะได้ดูแลพ่อแม่และญาติพี่น้องตลอดจนคนเจ็บ ป่วยทั่วไปได้อย่างถูกต้องและมีหลักอนามัย เธอจะไปวัดและปฏิบัติธรรมเมื่อมีเวลาว่าง เธอจะได้รับความเมตตาจากครูที่โรงเรียน จัดหาเสื้อผ้าและทุนการศึกษาให้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงชั้นปัจจุบัน เป็นเงินจำนวน 10,290 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้เธอจะเบิกมาใช้จ่ายเมื่อจำเป็น เช่นเมื่อแม่หรือคนในครอบครัวเจ็บป่วย เธอเสียสละเพื่อความสุขของครอบครัว แต่นั่นก็ทำให้เธอมีความสุขมากเช่นกัน

เด็กหญิงศศิธร เต๊ะฮาลัง

ชั้นประถมศึกษาปีที่6 โรงเรียนวัดหนองจับเต่า ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

ครูประจำชั้น ชื่อ ครูนันทา ชมภูวรณ์

ศศิธร ถูกแม่ที่ให้กำเนิดทิ้งไว้กับนางเพ็ญศรีคนรับจ้างเลี้ยงเด็กที่มีฐานะยากจน และมีลูกที่ต้องดูแลถึง3คน นางเพ็ญศรีต้องพิการเพราะรถมอเตอร์ไซค์คว่ำ และถูกสามีทิ้งไปมีภรรยาใหม่ ทำให้ครอบครัวลำบาก   ศศิธร ต้องคอยนวดประคบให้นางเพ็ญศรีทุกวัน จนเริ่มเดินได้ด้วยเหล็กสี่ขา เด็กหญิงต้องทำอาหารและทำงานบ้านทุกอย่างแทนพี่ๆที่ต้องออกไปหางานทำมา เลี้ยงแม่ ทุกวันหลังเลิกเรียน ศศิธรต้องกลับมาทำอาหาร ซักผ้า และดูแลแม่ เสร็จแล้วต้องออกไปรับจ้างนวดคนข้างบ้าน เพื่อนำเงินไปโรงเรียน ศศิธร เป็นเด็กดีที่ตั้งใจเรียน ทุกๆกิจกรรมของโรงเรียน เธอจะช่วยครูทำด้วยความเต็มใจ ศศิธรอยู่ชมรมตัดผม เธอฝึกตัดผมจนเก่ง และใช้เวลาตอนกลางวันตัดผมให้เพื่อนๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงิน เธอได้รับเลือกให้เป็นรองประธานนักเรียน และเป็นผู้นำหน้าเสาธงทุกวันอาทิตย์ เธอจะอบรมน้องๆให้รักการทำงาน มีความรับผิดชอบ เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ศศิธรได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของโรงเรียนรับรางวัล “เด็กดีมีน้ำใจในอำเภอสัตหีบ” และได้รับคัดเลือกจากสภาวัฒนธรรม อำเภอสัตหีบ ประจำปีพ.ศ.2555ให้เป็น “ คนดีมีน้ำใจในอำเภอสัตหีบ”เธอให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอว่าทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนดีได้ ทุกคนควรทำกรรมดีเพื่อกรรมดีจะตอบสนองเรา

นายศรัณย์ สินสวาสดิ์

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนชลราษฎรอำรุง ต.บ้านสวน อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี

ครูประจำชั้นชื่อ ครูสุมนา อัศวปยุกต์กุล

ศรัณย์เติบโตมาในครอบครัวฐานะยากจน และมีหนี้สินล้นพ้นตัว รายได้ไม่พอจุนเจือสมาชิกทั้ง5คน เขาถูกพ่อแม่อบรมสั่งสอนให้เป็นคนที่ขยัน อดทน และไม่ฟุ่มเฟือย พ่อแม่ของศรัณย์เป็นคนขยัน จึงช่วยกันทำขนมจีนและน้ำแข็งใสใส่รถเข็นคันเล็กๆเดินขายรอบๆชุมชน ได้กำไรเพียงเล็กน้อยต้องนำไปจ่ายค่าเช่าบ้าน จนไม่มีเงินซื้อกับข้าวกิน ต้องเก็บผักบุ้งที่ขึ้นตามคลองไปทำกับข้าวทำให้ต้องย้ายไปอาศัยบ้านญาติที่ ต้องรับภาระค่าๆไฟที่แพง พ่อของศรัณย์คิดค้นสูตรครีมอาบน้ำและแชมพูสมุนไพร นำไปขายตามสถานที่และตามงานต่างๆ เมื่ออายุ5ขวบศรัณย์ช่วยขายของตามเทศกาลต่างๆ จน8ขวบ ก็ย้ายที่อยู่ใหม่ เปลี่ยนไปขายอาหารคือส้มตำ สลัด น้ำแข็งใส ลาบ น้ำตก และอาหารตามสั่งขายดีจนพ่อ พี่สาว และศรัณย์จึงมาช่วยเต็มตัว ด้วยเพราะความยากจนศรัณย์จึงต้องทำงานหนักไม่ได้สุขสบาย มีความเป็นอยู่ที่ลำบากยากเข็น แต่พ่อแม่คอยอบรมสั่งสอนให้ศรัณย์เป็นคนดี มีความรับผิดชอบ พึ่งตนเอง ไม่เอาเปรียบใคร ซื่อสัตย์ และตรงต่อเวลา ศรัณย์ใช้จ่ายอย่างประหยัดระมัดระวัง ทำงานบ้านที่มักหน้าที่ผู้หญิงแต่ศรัณย์ซึ่งเป็นเด็กชายสามารถทำได้อย่างดี เยี่ยม ตั้งแต่ซักผ้า ตากผ้า รีดผ้าให้พ่อแม่ เพื่อที่พ่อแม่จะได้มีเวลาพักผ่อน ศรัณย์ตั้งใจเรียน เมื่อเลิกเรียนจะรีบกลับมาขายของหน้าร้านจนกระทั้งปิดร้านและล้างจานทั้งหมด แม้วันหยุดก็ต้องตื่นแต่เช้า มาช่วยแม่ขายอาหาร และช่วยขายของจนถึง2ทุ่ม

เพื่อให้พ่อได้มีเวลาพักผ่อน ศรัณย์จำต้องไปจ่ายตลาดตั้งแต่ตี5 เขาจะทำงานบ้านทุกอย่าง ตั้งแต่กวาดบ้าน ถูบ้าน และเตรียมของขายในช่วงที่มีเวลาว่าง แม้อยู่ในช่วงที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ศรัณย์ไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนพิเศษเหมือนเพื่อนๆ เพราะรู้คุณค่าของเงินแต่ละบาทที่หามาได้ยาก ศรัณย์จะตั้งใจเรียนและทบทวนด้วยตนเองเมื่อกลับมาบ้าน เพื่อประหยัดเงินไม่ต้องไปโรงเรียนกวดวิชา สิ่งหนึ่งที่ศรัณย์ได้จากคำสอนของพ่อและแม่คือความซื่อสัตย์ ศรัณย์ไม่เคยเอาเปรียบใคร แม้เงินทอนจากแม่ค้าพ่อค้าที่ศรัณย์ไปจ่ายตลาด จะทอนเกินมา ศรัณย์จะรีบคืนให้ทันทีพร้อมบอกว่าทอนเงินเกิน 50บาท หรือ100บาทบ้าง เพราะศรัณย์ตระหนักดีว่า อาชีพค้าขายไม่ได้กำไรมาก และต้องเหนื่อยลงทุนลงแรง เขาควรจะช่วยเหลือคนทำมาค้าขายด้วยกัน ศรัณย์เป็นคนประหยัดไม่ชอบเที่ยว ชอบอยู่บ้านเพื่อทำงานบ้านและช่วยพ่อแม่ขายของ ไม่ซื้อเสื้อผ้าราคาแพง ไม่ใช้สิ่งของที่ไม่จำเป็น เพราะเงินแต่ละบาทแลกมาด้วยหยาดเหงื่อของพ่อแม่ ศรัณย์คิดว่าการทำดีของตนเองไม่ว่าจะดีเพียงใดก็ไม่อาจทดแทนพระคุณของพ่อแม่ ได้ ศรัณย์จะทำทุกอย่างเพื่อให้พ่อแม่ทั้ง2ได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง เพราะเหนื่อยมามากแล้ว ศรัณย์จึงคิดได้ว่า ตนเองต้องเป็นคนดี ตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่เสพยาเสพติด ไม่ทำให้พ่อแม่เสียใจทุกข์ใจ เรียนหนังสือให้จบเพื่อจะได้มีงานทำ เลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อท่านแก่เฒ่า และตั้งใจจะบวชเพื่อทดแทนพระคุณของท่านที่ไม่มีวันหมดสิ้น และหาที่สุดมิได้

เด็กหญิงบุษยวรรณ เนียมสีดา

ชั้นประถมปีที่6 โรงเรียนวัดสวนส้ม อำเภอพระประแดง จ.สมุทรปราการ

ครูประจำชั้น คุณครูชุติมา หนูจันทร์แก้ว

บุษยวรรณเป็นลูกคนที่2 ของพ่อสมศักดิ์ เนียมสีดา และแม่สุนันทา เนียมสีดา  พ่อ มีอาชีพขับรถมอร์เตอร์ไซค์รับจ้าง แม่เป็นมะเร็งเต้านม ต้องพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน หนูน้อยต้องทำแผลมะเร็งให้แม่ทุกวัน และทำงานบ้านทุกอย่างแทนแม่ เธอตั้งใจเรียนเพื่อให้แม่ชื่นใจ และตอบแทนพระคุณที่เลี้ยงดูตั้งแต่เกิดเฝ้าทะนุถนอมเธอจนกระทั้งแม่ล้มป่วย เป็นโรคร้าย แม่เธอจะพร่ำสอนให้เด็กหญิงเป็นคนดี ตั้งใจเรียน ไม่ให้ไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด และต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ เธอตั้งใจปฏิบัติประพฤติตนตามคำแม่สอน ตั้งใจว่าเมื่อสำเร็จประถมศึกษาปีที่6จะไปศึกษาต่อโรงเรียนใกล้บ้าน เพื่อกลับไปดูแลแม่ที่บ้านได้ พ่อพาแม่ไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แม่จะหมั่นโทรศัพท์มาถามเธอว่ากินข้าวหรือยัง ทำการบ้านได้ไหม นอนอย่างไรสุดท้ายแม่จะบอกทุกครั้งว่าเป็นเด็กดีนะลูก หากแม่กลับมาบ้าน เด็กน้อยตั้งใจว่าจะดูแลแม่ เพราะเป็นความสุขใจและเต็มใจของเธอ ทุกคืน เธอจะสวดมนต์ไหว้พระ ขอให้แม่หายจากโรคร้าย เด็กน้อยหวังจะได้กอดแม่แน่นๆและอยู่กับแม่นานๆเธอตั้งใจจะบอกกับแม่ว่า “หนูรักแม่ค่ะ”

ที่มา : http://talk.mthai.com/topic/357682

หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการเรียนดีเยี่ยมไปสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการ
ในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว   ผู้อำนวยการ
ได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ ผู้อำนวยการเห็นข้อมูลในประวัติ
ของเด็กหนุ่มคนนี้ว่ามีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา นับตั้งแต่อุดมศึกษาจน
จบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย

ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า “ เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า ”

เด็กหนุ่มตอบว่า “ ไม่เคยครับ ”

ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม ”

เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับ เป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม ”

ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน ”

เด็กหนุ่มตอบว่า “ คุณแม่ทำงานซักรีด ”

ผู้อำนวยการขอดูมือของเขา
เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู
ผู้อำนวยการถามต่อว่า “ เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า ”
เขาตอบว่า “ ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะๆ คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ ”

ผู้ อำนวยการบอกว่า “ ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้เธอกลับไปที่บ้านช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกที พรุ่งนี้เช้า ”

ด้วยความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก
เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขาจึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา
ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคนหวั่นใจ
เธอส่งมือให้ลูก   หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา
เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่นและเต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน
ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก
นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า
มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวันเพื่อหารายได้มาส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน

รอยแผลเหล่านี้คือราคาที่แม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา
เพื่อผลการเรียนที่ยอดเยี่ยมของเขา
และอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย
คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกันอยู่นาน

เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ
ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงถามขึ้นว่า

“ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร ”

เด็กหนุ่มตอบว่า “ ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ ”

ผู้อำนวยการบอกว่า “ ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง ”

เด็กหนุ่มตอบ
“ ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ
ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย

ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงานว่า ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง
ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความผูกพันในครอบครัว ”
ผู้อำนวยการจึงบอกว่า
“ นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ
อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบากของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง
และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงินเป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียวมาเป็นผู้จัดการให้ฉัน

เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน ”

ใน เวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา ลูกจ้างทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี

เด็กที่ถูกตามใจจนเป็นนิสัยได้ รับทุกอย่างที่ต้องการ จะสร้างนิสัยเอาแต่ใจตัวเองและเห็นแก่ตัวเองเป็นอันดับแรก
เขาจะไม่สนใจความเหนื่อยยากของพ่อแม่
เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใครๆ จะต้องเชื่อฟังเขา
เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร
และมักจะโทษคนอื่น
คนลักษณะนี้เขาอาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง
แต่ในที่สุดแล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ
หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ

ถ้าเราเป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้
จงถามตัวเราว่า
เรากำลังให้ความรักกับลูก
หรือ
กำลังทำลายเขากันแน่ ?

เราให้ลูกๆ มีบ้านใหญ่ๆ อยู่
กินอาหารดีๆ
เรียนเปียโน
ดูทีวีจอใหญ่
แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย
หลังอาหาร ให้เขาล้างถ้วยชามของตัวเองพร้อมๆ กับพี่ๆ น้องๆ
ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้
แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี
เราอยากให้เขาเข้าใจว่า
ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย วันหนึ่งก็จะต้องผมขาวแก่เฒ่าลงไป
เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ
รู้คุณค่าของความพยายาม
ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง
และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น…

บาป ๑๔ ประการของมารดาบิดา
ว.วชิรเมธี         ๒๙ มกราคม ๒๕๕๒           กาฐมัณฑุ , เนปาล

พ่อแม่บางคน (๑)
ทำร้ายลูกด้วยการรักเขามากเกินไป ผลก็คือเกิดภาวะรักจนหลง ลูกของตนถูกทุกอย่าง ลูกของตนดีกว่าคนอื่นเสมอ อันส่งผลให้ลูกกลายเป็นคนมีอัตตาสูง เชื่อมั่นตนเองในทางที่ผิด ชอบดูถูกคน เป็นตัวปัญหา แต่ไม่ยอมรับว่าตนเป็นคนสร้างปัญหา

พ่อแม่บางคน (๒)
ทำร้ายลูกด้วยการตามใจเขามากเกินไป ผลก็คือพ่อแม่กลายเป็นข้าช่วงใช้ของลูก ส่วนลูกกลายเป็น “ ลูกบังเกิดเกล้า ” ที่พ่อแม่ต้องยอมให้เขาทุกอย่าง   ที่หนักกว่านั้นก็คือ ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมตามที่ลูกต้องการลูกบางคนก็ถึงขั้นทุบตีทำร้ายพ่อแม่

พ่อแม่บางคน (๓)
ทำร้ายลูกด้วยการไม่กล้าห้ามปรามสั่งสอนเมื่อลูกทำผิด ทำเลว ทำบาป   ผลก็คือ ลูกสูญเสียสามัญสำนึก แยกแยะถูกผิดดีชั่วไม่เป็น มองไม่เห็นเส้นแบ่งทางจริยธรรมว่า ดีเป็นอย่างไร ชั่วเป็นอย่างไร จึงกลายเป็นนักเลงอันธพาล   ระรานคนเขาไปทั่ว

พ่อแม่บางคน (๔)
ทำร้ายลูกด้วยการให้เงินลูกเพียงอย่างเดียว   ผลก็คือ   ลูกไม่รู้จักคุณค่าของเงิน   ไม่เห็นคุณค่าของผู้ที่หา/และให้เงิน   ยิ่งได้เงินมาก   ยิ่งผลาญเงินเก่ง   มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้   และทั้งๆที่ใช้จ่ายเงินสูง   แต่กลับมีคุณภาพชีวิตต่ำ

พ่อแม่บางคน (๕)
ทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมให้ลูกเรียนรู้ที่จะพึ่งตนเอง เกรงว่าหากให้ลูกทำอะไรด้วยตนเองแล้วเขาจะลำบาก ผลก็คือเมื่อโตขึ้นลูกกลายเป็นลูกแหง่ที่พึ่งตนเองไม่ได้ ทำอะไรด้วยตนเองไม่เป็น ยิ่งเติบโตยิ่งเป็นตัวปัญหาของสถาบันครอบครัว

พ่อแม่บางคน (๖)
ทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมส่งเสริมให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี มัวแต่สนใจลงทุนในการทำธุรกิจเป็นร้อยเป็นพันล้าน แต่ไม่รู้จักลงทุนในการสร้างลูกให้เป็นปัญญาชน ผลก็คือลูกเติบโตแต่ตัว แต่ทว่ามีสติปัญญาที่ต่ำต้อย ขาดทักษะการคิด การใช้เหตุผล การทำงาน การเข้าสังคม เขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถร่วมเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมเท่านั้นแต่ยังสร้าง ปัญหาให้สังคมอีกต่างหาก

พ่อแม่บางคน (๗)
ทำร้ายลูกด้วยการทำแต่งานสังคมสงเคราะห์นอกบ้าน โดยลืมไปว่าคนที่ตนต้องสงเคราะห์ก่อนดูแลก่อนต้องให้ความรักก่อนก็คือลูก ผลก็คือแม้จะกลายเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ประสบความสำเร็จนอกบ้าน สังคมสรรเสริญ แต่กลับเป็นพ่อแม่ที่ล้มเหลวในบ้าน และลูกกลายเป็นเด็กที่ขาดความรัก ความอบอุ่น   ไม่พร้อมจะแบ่งปันความรักและความอบอุ่นให้ใคร

พ่อแม่บางคน (๘)
ทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักยกย่องชมเชยลูกเมื่อเขาประสบความสำเร็จในการเรียน ในการทำงาน หรือในการทำกิจกรรมใดๆก็ตาม ผลก็คือลูกกลายเป็นคนใจคอคับแคบ ยกย่องชมเชยใครไม่เป็น เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีความสำเร็จ เขาจึงเป็นนักอิจฉาริษยาตัวฉกาจ ที่จ้องแต่จะหาทางทำลายคุณงามความดีของคนอื่น

พ่อแม่บางคน (๙)
ทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักสอนเขาให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ   ผลก็คือ   เมื่อโตขึ้น   เขาจึงพร้อมผละหนีพ่อแม่ไปอย่างไม่รู้สึกผิด   ไม่เห็นความจำเป็นว่า   การเป็นลูกที่ดีนั้น   จะต้องกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ของตนอย่างไร

พ่อแม่บางคน (๑๐)
ทำร้ายลูกด้วยการไม่สอนลูกให้รู้จักการบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ ผลก็คือเมื่อโตขึ้นเขาจึงกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ คิดแต่จะกอบโกย คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนมองไม่เห็นหัวคนอื่น แทนที่จะถือหลัก “ ยิ่งรวยยิ่งให้ ยิ่งได้ยิ่งแบ่ง ” กลับถือหลัก “ ยิ่งรวยยิ่งคอร์รัปชั่น ยิ่งแบ่งปันยิ่งสูญเสียเปล่า ”

พ่อแม่บางคน (๑๑)
ทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมให้ลูกรู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง   ผลก็คือ   ลูกกลายเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง   ไม่กล้าคิด   ไม่กล้าพูด   ไม่กล้าทำอะไร   ส่งผลให้ไร้ภาวะผู้นำ   ต้องเดินตามคนอื่นโดยดุษฎี

พ่อแม่บางคน (๑๒)
ทำร้ายลูกด้วยการไม่สอนให้ลูกรู้จักสมบัติของผู้ดี ผลก็คือเขากลายเป็นคนหยาบกระด้างทั้งทางกาย ทางใจ ใจคอโหดหินทมิฬชาติ ขาดความสุภาพอ่อนน้อม ขาดสัมมาคาราวะ ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักประมาณตน ครองตน ครองงานไม่เป็น ไม่เห็นคุณค่าของระเบียบประเพณี กฎหมาย จรรยาจารีตของสังคม   ไม่เคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนดีของเพื่อนมนุษย์

พ่อแม่บางคน (๑๓)
ทำร้ายลูกด้วยการไม่แนะนำให้ลูกรู้จักคบเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตร (เพื่อนแท้) ผลก็คือรอบกายของเขาจึงมีแต่บาปมิตร (เพื่อนเทียม) คอยประจบสอพลอ คอยหลอกล่อให้ทำความเลวทรามต่ำช้า ติดสุรา ยาเสพติด นำพาชีวิตไปในทางเสียหาย ตกอยู่ใต้วังวนของอบายมุข สนุกสนาน ไม่สนใจหาแก่นสารให้กับชีวิต

พ่อแม่บางคน (๑๔)
ทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกเป็นคนรักการอ่าน รักการเขียน รักการเรียนรู้ รักการเดินทาง ปล่อยให้เขาศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองไปตามยถากรรม ผลก็คือเขากลายเป็นคนหูตาคับแคบ ขาดความรู้พื้นฐาน ขาดความรู้รอบตัว ขาดความกระตือรือร้น ไม่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ การคิด พูด ทำ ไม่เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ขาดความแหลมคม ตามไม่ทันโลก ตกข่าว เป็นคนว่างเปล่าทางความรู้ (รอบตัว) ความคิด จิตใจ และไม่มีรสนิยมอย่างอารยชน

ที่มา : LOGIN โชคดีที่มีเธอ จากเว็บ pantip.com

สมเด็จโต ท่านเป็นยอดนักเทศน์ ท่านเทศน์ได้จับใจคนฟัง ธรรมเทศนาของท่านเข้าใจง่าย ไม่ต้องนั่งแปลไทยให้เป็นไทย เพราะท่านใช้คำไทยตรงๆ เป็นภาษาพื้นๆ ที่คนทั่วไปได้ฟังก็เข้าใจ เป็นที่นิยมของชนทุกชั้น

ฟังไปก็สนุกเพลิดเพลิน และยังได้คติธรรม ไม่ง่วงเหงาหาวนอนเหมือนนักเทศน์ท่านอื่นๆ

สมเด็จโตท่านได้เล่าว่า มีคราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกมาท่ามกลางเหล่าขุนนาง ข้าราชการ และข้าราชบริพาร ครั้นพอพบหน้าท่านเจ้าผู้ครองแผ่นดินก็ทรงสัพยอกว่า “ท่านเจ้าคุณ เห็นเขาชมกันทั้งเมืองว่าท่านเทศน์ดีนักนี่ วันนี้ต้องขอพิสูจน์หน่อย”

สมเด็จ โตทรงทูลว่า “ผู้ที่ไม่เคยฟังในธรรม ครั้นเขาฟังธรรม และได้รู้เห็นในธรรมนี้แล้ว เขาก็ชมว่าดี ขอถวายพระพร มหาบพิตร” และวันนี้อาตมาจะมาเทศน์เรื่อง พระอรหันต์อยู่ในบ้าน”

ฝ่าย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหล่าขุนนาง ข้าราชการและข้าราชบริพารต่างก็มีความสงสัย เพราะเคยได้ยินแต่ว่าพระอรหันต์ท่านจะอยู่ในถ้ำ ในป่า ในเขา ในที่เงียบสงัดหรือที่วัดวาอารามเท่านั้น แต่ทำไมสมเด็จโตจึงกล่าวว่าจะเทศนาเรื่องพระอรหันต์อยู่ในบ้าน ในขณะที่ทุกคนพากันคิดสงสัยอยู่นั้น ฝ่ายสมเด็จโตทรงทราบด้วยญาณวิถีของทุกคน

ท่านจึงขยายความต่อไปว่า จิตพระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านละจากความโลภ ความหลง ไม่ยินดียินร้ายในเรื่องใดๆทั้งสิ้น เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม หากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้วไซร้ ก็ถือได้ว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด บุญที่ได้ทำกับท่านจะให้ผลในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า ทุกๆคนจึงมุ่งเสาะแสวงหาแต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน แต่ไม่เคยมองเห็นพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านเลย

ทุกๆ คนที่นั่งฟังเทศนาอยู่ในที่แห่งนั้น ต่างทำสีหน้างุนงงไปตามกัน เพราะไม่เข้าใจความหมาย สมเด็จโตจึงเทศนาต่อไปว่า “พระอรหันต์คือ พระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังที่จะยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองท่าน เกาะหลังของท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังอุตสาห์ดั้นด้นดิ้นรนไปหา เพียงหวังเพื่อยึดเหนี่ยวและบูชาท่าน แต่พระที่อยู่ภายในที่ใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือ แต่กลับไปกินด่าง อัน น้ำใจของพ่อ แม่ ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิตอบแทน เช่นเดียวกับน้ำใจของพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ก็มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน พ่อแม่จึงเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของลูก ท่านมีน้ำIจบริสุทธิ์ต่อลูกมากมายนัก ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่อยู่ในท้องของท่าน ทนทุกข์ทรมานร่วมเก้าเดือนบ้างสิบเดือนบ้าง แต่ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่นสักนิด มีแต่ความสุขใจ แม้ลูกเกิดมาแล้วพิกลพิการ หูหนวก ตาบอด ท่านก็ยังรักยังสงสาร เพราะท่านคิดเสมอว่านั้นคือสายเลือด ถือว่าเป็นลูก ไม่เคยคิดรังเกียจและทอดทิ้ง แต่ท่านกลับจะเพิ่มความรักความสงสารมากยิ่งขึ้น ครั้นตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ ก็ซุกซนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราเคยหยิก เคยข่วน ทุบ ตี เตะ ต่อย กัด หรือด่าทอพ่อแม่ต่างๆ นานา เพราะความไร้เดียงสา ท่านก็ไม่เคยโกรธเคือง กลับยิ้มร่าชอบใจเพิ่มความรักความเอ็นดูให้เสียอีก แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่รู้ผิดชอบชั่วดี แต่บางครั้งด้วยความโกรธ ความหลง เราก็ยังทุบตีหรือด่าทอท่านอยู่ แทนที่ท่านจะโกรธหรือถือโทษเอาผิดต่อเรา ท่านกลับยอมนิ่งเฉย ยอมที่จะทนรับทุกข์เพียงฝ่ายเดียว ยอมเสียน้ำตา ยอมเป็นเครื่องรองรับมือ รับเท้า และปากของเรา

สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละให้ทุกอย่าง ท่านให้อภัย ในการกระทำของเราเสมอ เพราะท่านกลัวเราจะมีบาปติดตัว จึงยอมที่จะเจ็บ ยอมทุกข์เสียเอง ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะรักเรา และหวังดีต่อเราอย่างจริงจังและจริงใจ เหมือนพ่อแม่ ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็กจนเราเติบใหญ่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และกำลังทรัพย์ให้แก่เราอย่างมากมาย จนไม่อาจประมาณค่าเป็นตัวเลขได้ ทั้งนี้เพราะมันมากมายจนเกินกว่าจะประมาณค่าได้ และในบางครั้ง ลูกหลงผิดเป็นคนชั่วด้วยอารมณ์แห่งโทสะ เป็นคนเมาขาดสติ ก่อกรรมทำเข็ญเป็นที่เดือดร้อนแก่ชาวบ้าน ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ในสายตาของท่านแล้ว เมื่อมีภัยสู่ลูก ก็ยังโอบไปปกป้องรักษา ช่วยเหลือลูกอย่างเต็มกำลัง และสุดความสามารถ ยอมเสียทรัพย์สินและเงินมากมาย เพื่อให้ลูกได้พ้นผิด ถึงแม้ว่าในบางครั้งลูกต้องถูกจองจำหมดแล้ว ซึ่งอิสรภาพด้วยอาญาแห่งแผ่นดิน ก็คงมีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่คอยหมั่นดูแลไปเยี่ยม ไปเยียน คอยส่งน้ำส่งข้าวปลาอาหาร คอยให้กำลังใจแก่ลูก ให้ต่อสู้กับความเจ็บปวด และทุกข์ทรมานของจิตใจที่ลูกได้รับ และรอนับเวลาที่ลูกจะกลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งหนึ่ง

น้ำใจที่มีต่อ ลูกเช่นนี้ เปรียบเท่ากับน้ำใจของพระอรหันต์โดยแท้ พ่อแม่จึงเป็นพระอรหันต์ในบ้านของเราจริงๆ ทำไมพวกท่านจึงไม่คิดที่จะทำบุญกับพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านของท่านเล่า

สำหรับ ลูก ถึงแม้พ่อแม่จะเป็นโจร เป็นคนชั่วใจสายตาของบุคคลอื่น แต่สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่ชีวิตท่านก็สามารถเสียสละให้ลูกได้ พ่อแม่มีลูกนับ 10 คนเลี้ยงดูมาเติบใหญ่ แต่ลูกทั้ง 10 คน กลับเลี้ยงดูพ่อแม่เพียง 2 คนไม่ได้ ชอบเกี่ยงกันเพราะลูกเหล่านั้นกำลังลืมคำว่า พระคุณของพ่อแม่

ยาม ที่พ่อแม่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เราควรที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ โดยการซื้ออาหารการกิน ซื้อเสื้อผ้า พาท่านไปทำบุญทำทาน เข้าวัดเข้าวา อะไรก็ตามที่ทำแล้วให้ท่านมีความสุข ก็ควรทำให้ท่าน ดูแลความทุกข์สุข และเลี้ยงดูจิตใจท่าน เชื่อฟังในโอวาทคำเตือนของท่าน คำพูดคำจาที่จะพูดกับท่านก็ต้องระมัดระวัง เพราะคนแก่นั้นใจน้อย ต้องรักษาน้ำใจท่านไว้ ด้วยคำพูดที่นิ่มหู ฟังดูแล้วไม่ทำให้ท่านไม่สบายใจ ไม่ปล่อยทิ้งให้ท่านอยู่อย่างว้าเหว่ คอยเอาใจใส่ปรนนิบัติดูแลท่านอย่างใกล้ชิด แต่คนส่วนมากมักจะทำบุญให้พ่อแม่ เมื่อยามที่ท่านตายจากเราไปแล้ว เพราะนั่นคือการพลาด และเป็นการพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเราเอง ซึ่งความจริงแล้ว เราควรที่จะทำบุญให้กับพ่อแม่ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญูกตเวที

ขอให้สาธุชนทั้งหลายผู้มาได้ฟัง ธรรมในวันนี้ จงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน การทำบุญแบบนี้จะได้อานิสงส์ทันตาเห็นในชาติปัจจุบัน บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน คือบุญที่ทำกับพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ แต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน พวกท่านไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าองค์ใดจริงหรือไม่จริง แต่ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด และเป็นของจริง และบูชาได้อย่างแน่นอน ไม่เคยเห็นผู้ใดเลยที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้ว ต้องพบกับความวิบัติไม่เคยมี มีแต่จะทำมาหากินอาชีพอะไร ก็จะเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ มีแต่ความสุข อายุยืนยาวตายตามกาลเวลา

ขอให้ท่านทั้งหลายที่อยู่ใน ที่นี้ จงใช้สติและพิจารณาในเรื่องราวต่างๆ ที่อาตมาได้เทศนาให้ฟังในครั้งนี้ให้ดี แล้วประโยชน์และความสุข ก็จะบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย อย่างทันตาเห็น เอวัง…ก็มีด้วยประการฉะนี้ ขอถวายพระพร ”

ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เหล่าขุนนางข้าราชการและข้าราชบริพารทั้งปวง ได้ฟังคำเทศนาของสมเด็จโตจบลง บ้างน้ำตาก็คลอเบ้าทั้งสอง บ้างน้ำตาก็หลั่งไหลออกมาสุดที่จะกลั้นได้ ด้วยความรู้สึกรักสงสาร และคิดถึงพระคุณพ่อแม่ขึ้นมา อย่างจับจิตจับใจ อย่างที่ไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย

เจ้าผู้ครองแผ่นดินแห่ง สยามประเทศ จึงตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสั่นเครือ ปนน้ำพระเนตรว่า “ท่านเจ้าคุณท่านเทศน์ได้จับใจยิ่งนัก และขอให้ทุกคนจงกลับไปทำบุญกับ พ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์เถิด”

………………………………………………………………………

ที่มา..อมตะธรรม สมเด็จโต อานิสงส์การสวดมนต์แผ่เมตตา มหาบุญ

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php

**พระในบ้าน **

“แม่” คือพระพรหม คือพระผู้ประเสริฐ ลูกขอเทิดบูชา เป็นราศรี “แม่” สอนสั่ง ฟูมฟัก ให้รักดี สร้างชีวี ชี้อนาคต ให้งดงาม เปรียบ “ร่มโพธิ์ใหญ่” เหนือใจลูก ให้รู้ผิด รู้ถูก ครบองค์สาม ให้คิดดี ทำดี พูดดีตาม ให้พบความ มงคล กุศลธรรม
พระในบ้าน

“แม่” คือพระพรหม คือพระผู้ประเสริฐ ลูกขอเทิดบูชา เป็นราศรี “แม่” สอนสั่ง ฟูมฟัก ให้รักดี สร้างชีวี ชี้อนาคต ให้งดงาม เปรียบ “ร่มโพธิ์ใหญ่” เหนือใจลูก ให้รู้ผิด รู้ถูก ครบองค์สาม ให้คิดดี ทำดี พูดดีตาม ให้พบความ มงคล กุศลธรรม

รักใดเล่า รักแน่ เท่าแม่รัก ผูกสมัคร ลูกมั่น มิหวั่นไหว ห่วงใดเล่า เท่าห่วง ดังดวงใจ ที่แม่ให้ กับลูก อยู่ทุกครา ยามลูกชื่น แม่ขม ตรมหลายเท่า ยามลูกเศร้า แม่โศก วิโยคกว่า ยามลูกหาย แม่ห่วง คอยดวงตา ยามลูกมา แม่หมด ลดห่วงใยฯ

คนเราจะ รู้ว่าใครดีไม่ดีก็ต่อเมื่อได้ เห็นน้ำใจกันก่อน น้ำใจย่อมมีค่าสูงและมี พลังมากกว่าน้ำใดๆ ในโลก “พระในบ้าน” ปรารถนาเหลือเกิน จะได้เห็นน้ำใจจากลูกๆ ที่ท่านอุตส่าห์เลี้ยงดูอุ้มชูมาแต่น้อยคุ้มใหญ่ แต่ความปรารถนาของพ่อแม่จะสำเร็จ หรือไม่ ขึ้นอยู่กับน้ำใจของเราผู้เป็นลูกเท่านั้น

พ่อแม่นั้นอุตส่าห์ เลี้ยงเรามาก็เพื่อประสงค์ว่า ยามมีกิจ หวังให้เจ้า เฝ้ารับใช้ ยามป่วยไข้ หวังให้เจ้า เฝ้ารักษา ยามถึงคราว ล่วงลับ ดับชีวา หวังให้เจ้า ปิดตา เวลาตายฯ การเลี้ยงน้ำใจพ่อแม่คือ การทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้ท่านเกิด ความเบิกบานใจ ไม่ทุกข์กังวล เดือดร้อนหรือไม่สบายใจ เพราะการกระทำของเรา เพราะเราเป็นต้นเหตุ

ที่มา :  http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=maeormboon&month=03-2011&date=09&group=3&gblog=11

ความหมายของบาปการพูดทั้ง 4
พูดเท็จ=เอาเรื่องไม่จริงมาพูด
พูดส่อเสียด=พูดจาให้คนทะเลาะกันโกรธกัน
พูดคำหยาบ=พูดจามีเจตนาให้คนอื่นโกรธ
พูดเพ้อเจ้อ=กล่าวาจาไม่มีหลักฐาน

พูดเพ้อเจ้อ : พระไตรปิฏกเขียนว่า ‘คือ พูดในเวลาที่ไม่ควรพูด พูดเรื่องที่ไม่เป็นจริง พูดไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่เป็นธรรม พูดไม่เป็นวินัย กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่สมควร’

พูดคำหยาบ : พระไตรปิฏกเขียนว่า ‘คือการกล่าววาจาที่เป็นคำหยาบอันเผ็ดร้อนแก่ผู้อื่น อันขัดใจผู้อื่น อันใกล้ความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบจิต’
8 ลักษณะของคำหยาบ
ด่า=พูดว่ากล่าว
ประชด=พูดยกจนลอย
กระทบ=เปรียบเปรยให้เจ็บแค้นใจ
แดกดัน=เสียดสี
ล้อเลียน=พูดปมด้อย
สบถ=แช่ง
หยาบโลน=คำที่สังคมรังเกียจ
อาฆาต=  พูดให้หวาดกลัว

พูดส่อเสียด พระไตรปิฏกเขียนว่า ‘คือ ได้ฟังข้างนี้แล้วนำไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายพวกข้างนี้บ้าง หรือฟังข้างโน้นแล้วนำไปบอกข้างนี้ เพื่อทำลายข้างโน้นบ้าง ยุพวกที่พร้อมเพรียงกันให้แตกกันไปบ้าง ส่งเสริมพวกที่แตกกันบ้าง ชอบใจคนที่แตกกันเป็นพวก ยินดีในความแตกกันเป็นพวก ชื่นชมในพวกที่แตกกันและกล่าววาจาที่ทำให้แตกกันเป็นพวก’

พูดเท็จ พระไตรปิฏกเขียนว่า  เมื่อเขาไม่รู้ก็บอกว่ารู้บ้าง เมื่อรู้ก็บอกว่าไม่รู้บ้าง เมื่อไม่เห็นก็บอกว่าเห็นบ้าง เมื่อเห็นก็บอกว่าไม่เห็นบ้าง เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง เพราะเหตุเห็นแต่สิ่งเล็กน้อยบ้าง’ 7 ลักษณะของการพูดเท็จ
ปด=โกหกจังๆ
ทนสาบาน=ทำผิดไม่ยอมรับ
ทำเล่ห์กระเท่ห์=อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงให้หลงเชื่อ
มารยา=แสร้งทำให้หลงเชื่อ
ทำเลศ=ให้ผู้อื่นตีความคลาดเคลื่อนเอาเอง
เสริมความ=พูดเรื่องมีมูลน้อยให้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้น
อำความ=ปกปิดเรื่องมากให้เป็นเรื่องเล็ก..

ที่มา : http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=13040

เมื่อคืนผมนั่งจัดเอกสารเก่าเข้าแฟ้ม

พบเรื่องราวต้นฉบับที่เคยไปบรรยายให้ลูกศิษย์ฟังที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

นานมาแล้วครั้งนั้น  ผมได้รับเชิญให้ไปพูดเรื่อง  “ปากของชาวนิเทศ”

เพราะชาวนิเทศฯ จะต้องใช้ปากทำงาน

.

ผมบอกนักศึกษาว่า  ปราชญ์โบราณท่านจำแนกปากออกได้เป็นสองปาก

คือปากบาปและปากบุญ

.

ปากบาป ท่านหมายถึงปากที่ชอบพูดคำชั่วฆ่าตัวเอง

เช่น พูดเกินตัว  พูดรุนแรง  พูดแข็งกระด้าง  พูดกระโชกโฮกฮาก

พูดหยาบคาย  พูดเลยเถิด  พูดเสียหาย  พูดกระทบกระแทกแดกดัน  พูดค่อนขอด  พูดเหน็บแนม

พูดเสียดสีให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ  พูดแล้วทำให้ผู้ฟังปวดแสบปวดร้อน

พูดด่าตัดพ้อซึ่งกันและกัน  พูดจายุแหย่ข้างโน้นข้างนี้ให้ร้าวฉาน

พูดจาติเตียนพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์

.

ผมได้บอกต่อที่ประชุมไปในวันนั้นว่า

คำพูดของคนปากบาป  เป็นคำพูดทุพพาษิต

คำพูดทุพภาษิต พระท่านสอนไว้ว่า

คือคำพูดที่ผิดธรรม  ผิดวินัย

ผิดกฏหมาย  ชวนให้ใช้อาญา  ชักให้จับศัตราวุธ

ยั่วให้บาดหมาง  เย้าให้แก่งแย่ง  ยุให้ทะเลาะกัน

นับเป็นคำพูดที่เป็นเสนียดจัญไรแก่ตัวผู้พูดเอง

.

ปากบาป  มี 4 ชนิด คือ

ปากปด….ปากส่อเสียด…ปากหยาบ…และปากเพ้อเจ้อ

ในวันนั้นผมขยายความ  ลักษณะของปากหยาบไว้ว่า

ปากหยาบ คือปากที่พูดคำหยาบคายหรือหยาบโลน  (ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายความเพิ่มเติม)

ปากที่พูดจากวนโมโหให้ผู้ถูกว่าเจ็บแสบระคายเคือง  เช่นด่า  แช่ง  ค่อนขอด  เหน็บแนม

พูดให้บาดหู  เผ็ดร้อน  หรือทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ  เสียดสีกระทบกระแทกแดกดัน

.

ผมบอกน้องนิเทศฯไปว่า  คนที่จะมีปากหยาบได้นั้น  ต้องมาจากใจที่หยาบ

เพราะถ้อยคำที่ปากจะพูดออกมาตั้งต้นขึ้นที่ใจ  เมื่อใจหยาบคำพูดที่พลัดออกมาก็จะหยาบทุก ๆ คำ

ผู้พูดมีใจหยาบเพราะโกรธหรือลำพองฮึกเหิม  จึงกล่าวคำหยาบออกมาได้

ยิ่งพูดหยาบบ่อยครั้งเท่าใด  ใจที่หยาบก็จะเฟื่องขึ้นเท่านั้น

เพราะปากกับใจซ้อมกันไว้คล่อง  เข้ากันเป็นเกลียวเดียว

เมื่อใจหยาบจึงแล่นถึงปาก

.

คัมภีร์ “มนูธรรมศาสตร์”  กล่าวไว้ว่า

” ปากหยาบและด่าทอส่อเสียด

มุทะลุ  ทรยศ  ริษยา  อิจฉา  ชิงประโยชน์

ย่อมเป็นโทษที่เกิดจากความโกรธ  โดยมีความโกรธเป็นมูล  และมีการด่าเป็นผล”

.

นักศึกษาสอบถามว่า  “คำพูดอย่างไรจึงจะนับว่าพูดหยาบ?”

ผมก็ตอบไปตามตำราของครูบาอาจารย์ว่า

การพูดที่จะนับว่าหยาบหรือไม่นั้น  ข้อสำคัญอยู่ที่องค์สาม  คือ

1.   ผู้ที่พึงจะถูกด่าเป็นคนอื่นมีตัวตนอยู่

2.   ผู้ด่ามีใจโกรธฉุนเฉียว

3.   ด่าออกไปตามใจโกรธนั้น

หากผู้พูดพูดได้ครบองค์สามนี้แล้ว  แม้จะพูดคำหวานออกไป  ก็ถือว่าพูดหยาบ

แต่หากว่าผู้พูดพูดด้วยใจเมตตาปราณี เช่นบิดามารดากล่าวสอนบุตรชายหญิง

แม้ฟังแล้วดูเหมือนจะเป็นวาจาหยาบ  นักปราชญ์กล่าวว่าวาจานั้นหาเป็นคำหยาบไม่

.

พี่น้องที่เคารพรักทั้งหลายครับ

พี่น้องเคยเห็นเคยได้ยินคนที่พูดจาหยาบคายไหมครับ

เช่นเขาพูดหยาบต่อนักข่าว  ก็ทำให้นักข่าวเกลียดชัง

ยิ่งพูดออกทีวี  ก็มีแต่ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกเกลียดชัง

ยิ่งจะอ้างว่าเป็นคนปากกับใจตรงกัน  ก็ยิ่งสรุปได้ว่าเป็นคนใจหยาบช้า

.

.

ท่านผู้ใด…ไม่มี..วาทีหวาน

ไม่สมาน…น้ำจิต…คิดโมหัน

ไม่พูดจา…สุภาพ…หยาบทั้งนั้น

ชนทุกวัน…ทั้งสิ้น…ย่อมนินทา

.

ถึงพงศ์เผ่า…เหล่าผู้ดี…จะมียศ

ไม่ปรากฏ…จะสืบสาย…ไปภายหน้า

จะเสื่อมสูญ…ตระกูลทรัพย์…อัปรา

เพราะวาจา…หยาบหยาม…ไม่งามพราว

.

เมื่อท่านอ่านเรื่องนี้จบลง

ขอได้โปรดอย่าไปสรุปถึงใครที่เขาทำเขาพูดอย่างนี้นะครับ

เขาจะหาว่าเราคิดได้แค่นั้นหรือ

หรือลิ่วล้อที่ชื่นชอบการพูดการกระทำเช่นนั้

จะมีอารมณ์โกรธขึ้นมาอีก

.

มีคนเคยด่าผมว่า  “เป็นอีกคนหนึ่งที่พูดจาส่อเสียดกระแทกแดกดันเก่ง”

แต่จิตผมบริสุทธิ์ในการพูดจา

ฉะนั้นคำพูดของผมไม่ครบองค์สาม

ผมจึงไม่จัดว่าเป็นคนปากหยาบ

ผมคิดเข้าข้างตัวเองเป็นเหมือนกันครับพี่น้อง

.

ขอบพระคุณครับ

.

(ไม่อยากจะใส่รูปประกอบครับ)

โดย มะอึก

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=223663

หมวดหนึ่ง วางฐานชีวิตให้มั่นคง

กฎ ๑ เว้นชั่ว ๑๔ ประการ

ก.  เว้นกรรมกิเลส ๔

ข.  เว้นอคติ ๔

ค.  เว้นอบายมุข ๖

กฎ ๒ เตรียมทุนชีวิต ๒ ด้าน

ก.  เลือกสรรคนที่จะเสวนา

ก)  รู้ทันมิตรเทียม

ข)  รู้ถึงมิตรแท้

ข.  จัดสรรทรัพย์ที่หามาได้

กฎ ๓ รักษาความสัมพันธ์ ๖ ทิศ

ก.  ทำทุกทิศให้เกษมสันต์

ทิศที่ ๑ บิดามารดา

ทิศที่ ๒ ครูอาจารย์

ทิศที่ ๓ ภรรยา

ทิศที่ ๔ มิตรสหาย

ทิศที่ ๕ คนรับใช้และคนงาน

ทิศที่ ๖ พระสงฆ์

ข.  เกื้อกูลกับประสานสังคม

หมวดสอง นำชีวิตให้ถึงจุดหมาย

ก. จุดหมาย ๓ ขั้น

ขั้นที่ ๑ จุดหมายชั้นตาเห็น

ขั้นที่ ๒ จุดหมายชั้นเลยตา

ขั้นที่ ๓ จุดหมายสูงสุด

ข. จุดหมาย ๓ ด้าน

ด้านที่ ๑ จุดหมายเพื่อตน

ด้านที่ ๒ จุดหมายเพื่อผู้อื่น

ด้านที่ ๓ จุดหมายร่วมกัน

ที่มา : ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินท์.  (๒๕๕๓).  คู่มือวิถีพุทธ-วิถีไทย.  ฉะเชิงเทรา : ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินท์. (หน้า ๑๔๒-๑๔๓)

๑.  ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ

๒.  อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจากปัญญา และความกล้าหาญ

๓.  เพื่อนใหม่ คือของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วนเพื่อเก่า หรือ มิตร คืออัญมณีที่นับวันจะเพิ่มคุณค่า

๔.  อ่านหนังสือธรรมะปีละเล่ม

๕.  ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา

๖.  พูดคำว่าขอบคุณให้มาก ๆ

๗.  รักษาความลับให้เป็น

๘.  ประเมินคุณค่าของการให้อภัยสูง

๙.  ฟังให้มาก แล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี

๑๐. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิ และรู้แก้ใจว่าเป็นจริง

๑๑. หากล้มลง จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่

๑๒. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก คิดเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว

๑๓. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์

๑๔. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน

๑๕. อย่าหยิ่ง หากจะกล่าวว่า ขอโทษ

๑๖. อย่าอาย หากจะบอกใครว่าไม่รู้

๑๗. ระยะทางนับพันกิโลเมตร แน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง

๑๘. เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

๑๙. การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท

๒๐. คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต

๒๑. ยามทะเลากัน ผู้ที่เงียบก่อน คือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี

๒๒. ชีวิตที่ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด

๒๓. จงใช้จุดแข็ง อย่างเอาชนะจุดอ่อน

๒๔. เป็นหน้าที่ของเราที่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจสิ่งที่เราพูด

๒๕. เหรียญเดียวมีสองหน้า ความสำเร็จกับความล้มเหลว

๒๖. อย่าตามใจตัวเอง เรื่องยุ่ง ๆ เกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น

๒๗. ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่เพราะมันอ่อน

๒๘. อย่าดึงต้นกล้าให้โไว ๆ (อย่าใจร้อน)

๒๙. ระลึกความตายวันละ ๓ ครั้ง ชีวิตจะสุข มีอภัย มีให้

๓๐. ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อ ๆ ไป ก็ผิดหมด

๓๑. ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จ

๓๒. จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด

๓๓. ดาวและเดือนที่อยู่สูง อยากได้ต้องปีนบันไดสูง

๓๔. มนุษย์ทุกคนมีชิ่นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ

๓๕. หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม

๓๖. ระเบียบวินัย คือคุณสมบัติที่สำคัญในการดำเนินชีวิต

ที่มา : ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินท์.  (๒๕๕๓).  คู่มือวิถีพุทธ-วิถีไทย.  ฉะเชิงเทรา : ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินท์. (หน้า ๗-๘)

คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่ม

กรุงศรีอยุธยาอดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่ของไทย ครั้งที่บ้านเมืองยังสงบอาณาประชาราษฎร์ล้วนมีชีวิตที่สุขสบาย ขุนนาง ขุนศึก พ่อค้าและชาวบ้านทั้งหลายยิ้มย่องผ่องใสมีชีวิตรุ่งเรืองถึงขีดสุด จึงต่างเก็บหอมรอมริบ สะสมแก้วแหวนเงินทองมีค่าไว้มากมาย

จนกระทั่งเกิดสงครามถึงคราวพ่ายแพ้แก่พม่า กรุงศรีอยุธยาต้องล่มสลาย ผู้คนและเหล่าทหาร ช้าง ม้า วัว ถูกฆ่าตายกลาดเกลื่อน สมบัติมากมายที่สะสมกันไว้จึงถูกซุกซ่อนฝังไว้ตามจุดต่างๆ

ขุนนาง คหบดีและเจ้านายบางพระองค์ นอกจากจะฝังสมบัติไว้แล้ว ยังถึงกับฆ่าบริวารหรือทหารของตนให้ตายโหงอยู่ตรงที่ฝังสมบัติ เพราะหวังจะให้วิญญาณของผู้ตายกลายเป็นผี “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เฝ้าสมบัติของตนก็มี

เมืองกรุงเก่าอยุธยานับแต่อดีตถึงปัจจุบันจึงขึ้นชื่อลือชานักในเรื่องของวิญญาณ ที่มักมาปรากฏตามสถานที่โบราณต่างๆ หลายเรื่องน่ากลัว หลายเรื่องฟังแล้วน่าตื่นเต้นดีและทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ดังเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้…

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริงในอดีตเกี่ยวกับลายแทงสมบัติอันบ่งบอกจุดที่ซ่อนของขุมทรัพย์มากมาย ภายในอาณาบริเวณอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ลายแทงนั้นบอกว่า พระนครศรีอยุธยามีสมบัติโบราณถูกฝังเอาไว้ถึง 303 แห่ง โดยเฉพาะที่ “วัดกุฏิดาว” มีขุมทรัพย์ฝังอยู่ถึง 16 แห่ง

ลายแทงขุมทรัพย์มีค่ามหาศาลนี้ผู้ที่ได้ครอบครองไว้เป็นเจ้านายระดับพระองค์เจ้า พระองค์หนึ่ง การได้มาของลายแทงนี้ไม่ทราบชัดว่าท่านได้มาอย่างไร…จากใคร…แต่พิสูจน์ได้แน่ชัดว่า ต้องมีทรัพย์มีค่าฝังอยู่ใต้ดินจริงๆ

เพราะพระองค์เจ้าพระองค์นี้ กับพระสหายชาวต่างประเทศได้นำเอาเครื่อง “ไมน์ดีเทคเตอร์” ซึ่งเป็นเครื่องสำรวจหาวัตถุธาตุมาสำรวจตรวจดูแล้ว และปรากฏว่าเครื่องมือดังกล่าวนี้ระบุว่าจุดที่ตรวจค้นมีสมบัติล้ำค่าถูกฝังอยู่ใต้ดินจริงๆ

วัดกุฏิดาวเป็นวัดร้าง มีร่องรอยว่าเคยเป็นวัดที่ใหญ่โตสวยงามในสมัยอยุธยาในลายแทงขุมทรัพย์บอกว่า ที่วัดแห่งนี้มีสมบัติล้ำค่าถูกฝังไว้รอบอุโบสถถึง 16 แห่ง ดังนั้นพระองค์เจ้าพระองค์นี้และพระสหายหลายคน

จึงได้ทำเรื่องเสนอต่อกรมศิลปากร ขออนุมัติดำเนินการขุดค้นหาขุมทรัพย์ดังกล่าว โดยขอแบ่งทรัพย์ที่ขุดขึ้นได้เพียง 10% และอีก 90% จะมอบให้เป็นสิทธิ์ของกรมศิลปากร เมื่อกรมศิลปากรอนุมัติ ท่านจึงเริ่มดำเนินการขุดค้นที่วัดกุฏิดาวเป็นแห่งแรกในปี พ.ศ.2503

น่าประหลาดที่การขุดสมบัติที่วัดกุฏิดาว เมื่อขุดลงไปตรงจุดที่ลายแทงระบุว่ามีสมบัติซ่อนอยู่ กลับไม่พบสิ่งใดเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทั้งที่ก่อนลงมือขุดได้ใช้เครื่องไมน์ดีเทคเตอร์ตรวจสอบดูก่อนแล้ว เครื่องก็ส่งสัญญาณว่ามีสิ่งมีค่าฝังอยู่แน่นอน แต่พอขุดลงไปกลับไม่มีอะไรเลย

การขุดค้นหาสมบัติโบราณที่วัดกุฏิดาวในครั้งนั้น นอกจากจะพบความผิดหวังแล้ว พระองค์เจ้าฯ และพระสหายยังพบกับเหตุการณ์อัศจรรย์ที่น่ากลัวอีกหลายอย่าง

นั่นก็คือท่านและพระสหายเห็น “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” มาปรากฏต่อหน้าต่อตากลางวันแสกๆ เป็นร่างของนักรบไทยโบราณ ร่างใหญ่โต แต่ไร้หัว นอกจากนี้ภายในวังของท่านก็ยังมีเสียงคล้ายคนขุดดินตลอดเวลา เสียงนั้นดังชัดเจนได้ยินกันหลายคน

เหตุการณ์น่ากลัวที่เกิดขึ้น ทำให้พระองค์ต้องเชิญอาจารย์ที่นั่งทางในเก่งๆ มาช่วยดู อาจารย์ที่ท่านนั้นก็บอกว่า วิญญาณที่ปรากฏเป็น “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เขาเป็นเจ้าของสมบัตินั้น และโกรธแค้นมากที่เจ้านายพระองค์นี้ มาทำการขุดค้นสมบัติของเขา จึงมาสำแดงกายให้เห็นทั้งยังสาปแช่งพวกที่มาขุดสมบัติของเขาทุกคน

คำสาปแช่งนั้นต่อมาก็เป็นจริง เพราะพระสหายคนหนึ่งที่ร่วมทีมขุดสมบัติกับท่านได้เสียชีวิตกระทันหัน ทั้งๆ ที่มีสุขภาพร่งกายแข็งแรงทุกอย่าง ส่วนประสหายอีกคนก็หายสาบสูญไป โดยไม่ทราบชะตากรรม ส่วนตัวท่านเองทำธุรกิจอะไรก็ขาดทุน

ขุมทรัพย์โบราณที่วัดกุฏิดาว ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ที่เดิม เพราะยังไม่มีใครกล้าหาญไปขุดค้น เพราะเกรงว่าวิญญาณที่ยังคงวนเวียนเฝ้าสมบัติ จะมาหลอกหลอนและสาปแช่ง

วัดกุฏิดาวเป็นวัดเล็กๆ ป้ายชื่อวัดไม่มีบอก ต้องอาศัยถามจากชาวบ้าน แถวใกล้วัดกุฏิดาวยังมีวัดใกล้เคียงหลายวัด รวมถึงวัดมเหยงค์ซึ่งขึ้นชื่อว่า “ผีดุ” อีกวัดหนึ่ง

“วัดมเหยงค์” นี้เคยเป็นวัดร้าง ปัจจุบันเหลือเพียงซากปรักหักพังของอุโบสถซึ่งกระเทาะหลุดร่อนเหลือแต่อิฐแดงๆ แต่ก็ยังมีเค้าโครงให้เห็นว่าเคยเป็นศาสนาสาถนที่สวยงามในอดีต

วัดมเหยงค์แห่งนี้เคยมีผู้เล่าให้ฟังว่า มีคนเคยได้ยินเสียงสวดมนต์ในท่วงทำนองอันไพเราะ ดังแว่วมาจากอุโบสถ เสียงสวดนั้นดังพร้อมเพรียงเป็นหมู่คณะ สวดช้า และเยือกเย็น ทำนองสวดไม่เหมือนปัจจุบัน และจะดังขึ้นในเวลาเช้าตรู่ ซึ่งพอเดินไปดูที่ต้นเสียงกลับไม่มีใครเลย แล้วเสียงนั้นมาจากไหน ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้…

คำว่าปู่โสมนี้ ได้ยินมาบ่อยๆ ที่เรียกว่าปู่นี้คงเพราะมักมาเป็นรูปอย่างคนเฒ่าคนแก่ คงเป็นชายเสียส่วนมากจึงได้เรียกว่าปู่ ไม่เคยได้ยินว่ามีย่าโสมที่ไหน ส่วนคำว่าโสมนั้นคงเป็นคำโบราณ แปลว่าอะไรไม่แน่ใจ โดยรวมปู่โสมก็เป็นผีชนิดหนึ่ง เชื่อว่ามีหน้าที่คอยเฝ้าสมบัติต่างๆที่คนโบราณแอบเอาไว้ตามถ้ำหรือกรุ สมบัติ ที่จริงเรื่องปู่โสมนี้เป็นเรื่องที่ดูยังคาบเกี่ยวกับวิชามาร ยาศาตร์(ฝังอาถรรพ์)อยู่มากในที่นี้เป็นการกล่าวถึงแต่คติเรื่องผีจึงขอคัด เอาแต่คติที่ดูจะเกี่ยวกับผีๆสางๆสักหน่อย

การอุบัติของปู่โสมนี้อาจแยกเป็นสองอย่างหลักคือ เกิดจากอำนาจทางมารยาศาสตร์ ผูกขึ้นมาให้เป็นตัวตน คงคล้ายๆกับการผูกหุ่นพยน กับอีกอย่างหนึ่งคือเกิดจากคนตายคือผีตามความเข้าใจของคนทั่วไป ซึ่งอย่างหลังนี้ดูจะเกี่ยวกับปู่โสมที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่หน่อย ปู่โสมที่เกิดจากอำนาจคนตายนี้ ก็ยังแยกออกเป็นแบบอีกคือ เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติกับเขาทำให้เกิด

อย่างแรกที่ว่าเกิดกันตามธรรมชาตินี้คือเกิดจากคนที่เป็นจ้าวสมบัติเมื่อตาย ลงจิตยังคงหลงยึดมั่นในสมบัตินั้นเลยทำให้ไม่ได้ไปเกิด กลายเป็นผีเฝ้าสมบัติ เรื่องอย่างนี้ได้ยินกันบ่อยไป เช่นเคยได้ยินว่ามีนักเล่นของเก่าไปหาซื้อเตียงโบราณมาพอจะเอาเตียงมานอน เข้าจริงๆก็โดนเจ้าของเตียง(ผี)มาเล่นงานตั้งแต่คืนแรก อย่างนี้คงเป็นเพราะวิญญาณยังคงหวงเตียงนั้นอยู่เลยไม่อยากให้ใครมาเกาะแกะ ฟังดูอาจตลกดีแค่เตียงเก่าๆยังหวงอะไรหนักหนา แต่มาคิดดูเรื่องการหวงข้าวของนี้เป็นอัตตาที่เข้มข้นอย่างหนึ่ง เช่นของของเราๆก็ไม่อยากให้ใครมาแอบใช้ คนรักของเราๆก็ไม่อยากให้ใครมาเกาะแกะ แต่อย่างนี้ยังดูไกลจากผีปู่โสมของเราอยู่สักหน่อย

การเกิดผีปู่โสมอีกอย่าหนึ่งก็คือเป็นการกระทำให้เกิดคือเจ้าตัวก็ไม่ได้ อยากเกิดเป็นผีปู่โสมแต่มีใครบางคนทำให้เป็น ไม่ว่าเจ้าตัวจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม อย่างนี้เองจึงเป็นผีปู่โสมเฝ้าสมบัติของแท้ เรื่องเอาคนมาฆ่าแล้วตรึงวิญาณให้เฝ้าสมบัตินี้มักได้ยินบ่อยๆ เป็นความเชื่อของลัทธิมารยาศาสตร์

เมษายน 2014
พฤ อา
« พ.ย.    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930